ระบบบัตรศูนย์อาหารไม่แพงอย่างที่คิด บริหาร ด้วยบัตรเติมเงินสำหรับ ศูนย์อาหารทั่วไป,ศูนย์อาหารโรงเรียน,ศูนย์อาหารโรงงาน/Can teen,ปั้มน้ำมัน
ด้วยวิธีการเติมเงินเข้าบัตร แล้วค่อยนำบัตรไปใช้ซื้อ อาหาร/เครื่องดื่ม ภายในศูนย์อาหาร ช่วยให้การควบคุมยอดขาย ตามร้านค้า หรือ Vendor ต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และสามารถเรียกดูยอดขายได้ตลอดเวลา


ใช้ได้ทั้งบัตร BarCode , Magnetic ,RFID ( 125 khz, 13.56Mhz Mifare)
รองรับระบบ
    On-line ผ่านสาย Lan Ethernet Cat5 ข้อดีคือ เรียกดูยอดขาย จัดการข้อมูลบัตรได้ทันที
    Off-line โดยใช้กับบัตร RFID 13.56Mhz Mifare เหมาะกับจุดขาย(Vendor) ที่อยู่ห่างกันมากไม่สามารถเดินสาย Lan ได้ เช่น สวนสนุก,ลานจอดรถ หรือจุดขายที่มีการเคลื่อนย้ายตลอด
สามารถตั้งรหัสอาหาร จึงทำให้สามารถเรียกดูรายงาน ยอดขายตามรายการอาหาร เช่นในแต่ละวันขายข้าวมันไก่ได้กี่จาน น้ำกี่ขวด เป็นเงินเท่าไหร่ จึงเหมาะสำหรับศูนย์อาหารที่บริหารเจ้าของเดียวแต่จ้างพนักงาน ขายทั้งหมด หรือศูนย์ ให้เช่าแต่ต้องการเก็บข้อมูลการขายเพื่อการวิเคราะห์ ต่อไป
เครื่อง Input terminal ที่ใช้รูดบัตรเพื่อตัดยอดตามร้านค้า เป็นเครื่องที่เราพัฒนาขึ้นเอง จึงทำให้การลงทุนต่อจุด/ร้านค้า ต่ำมาก 15,000 บาท ถูกที่สุดในประเทศ
กรณีจุดขายที่มีรายการสินค้าเยอะ เช่นเครื่องดิ่ม มีระบบรองรับ สามาถใช้เป็นจอ ทัสกรีน กดเลือกรายการสินค้าที่หน้าจอได้เลย ทำให้ตัดสต๊อกเครื่องดื่มดูยอดคงเหลือได้ทันที
สามารถตั้ง Promotion ให้กับบัตรแต่ละประเภทได้
กำหนดเงินประกันบัตร ป้องกันลูกค้าลืมคืนบัตร
กำหนดกลุ่มบัตร เช่นกลุ่มบัตรลูกค้าทั่วไป,กลุ่มบัตรพนักงาน แต่ละกลุ่มสามารถกำหนดวันหมดอายุ หรือให้คืนบัตรภายในวันนั้น
มีระบบควบคุมเงินสด ,เงินทอน ,การคืนบัตร
มีระบบกำหนดสิทธิ์ การใช้งานแต่ละส่วนได้
มีรายงานตรวจสอบ ,สรุปยอด,จำแนก, วิเคราะห์ มากมาย
มีระบบสินค้าคงคลัง รับ/เบิก สินค้า/วัตถุดิบ เข้าออก พร้อมรายงานสินค้าคงคลัง
สามารถตั้งสูตรการตัดสต๊อก เช่นข้าวผัด 1 จานกำหนดให้ตัด ข้าว 5 กรัม,ไข่ 1 ฟอง เมื่อมีการ ขายโปรแกรมจะคำนวนและตัดสต๊อกให้อัตโนมัติทันที
มีระบบสำรองข้อมูลเองอัตโนมัติ 7 ชุด
สามารถทำงานร่วมกับโปรแรกมบัญชี ClipAcc เพื่อออกงบดุล,งบกำไรขาดทุน ต่อได้
Terminal RFID/เครื่องสำหรับร้านค้า หักยอดบัตร ราคา 15,000 บาท


RFID คืออะไร
RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Indentification ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ใช้หลักการทำงาน โดยการสื่อสารระหว่างแท็กส์หรือบัตร กับตัวอ่านข้อมูล ผ่านอากาศ โดยใช้ช่องความถี่วิทยุ ความพิเศษของระบบนี้อยู่ที่ สัญญาณ สามารถทะลุผ่านสิ่งกีดขวาง ทั้งโลหะ และอโลหะ ดังนั้น ตัวอ่านไม่จำเป็นต้องสัมผัส กับแท็กส์หรือบัตร ทำให้มีความคงทน ต่อ ความเปียกชื่น การกระทบกระแทก แรงสั่นสะเทือน อีกทั้งสามารถอ่านด้วยความเร็วสูง
RFID จะมีองค์ประกอบหลักๆ ด้วยกัน 3 ส่วน คือ

1. ป้าย (Tag, Transponder) หรือ บัตร

ที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เหรียญดำใช้เป็นตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดิน ,ป้าย Tag ที่ติดสินค้ากันขโมย, บัตรศูนย์อาหาร

ป้ายแท็กส์ RFID แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
    1. RFID ชนิด Passive ป้ายชนิดนี้ทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งจ่ายไฟจากภายนอก เพราะภายในบัตรมีวงจรกำเนิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำ เป็นแหล่งพลังงานในตัวอยู่แล้ว ระยะการอ่านข้อมูลได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้นไม่เกิน 1 เมตร โดยขึ้นอยู่กับกำลังส่งของเครื่องอ่าน RFID ประเภทนี้น้ำหนักเบาและขนาดเล็ก

    2. RFID ชนิด Active ป้ายชนิดนี้ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากภายนอก หรือถ่านแบตเตอร์รี่ เพื่อจ่ายไฟให้วงจรทำงาน ระยะการอ่านข้อมูลได้ประมาณ 100 เมตร แต่มีข้อเสียคือ ขนาดของป้ายหรือเครื่องอ่านมีขนาดใหญ่ อายุแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี

   

2. เครื่องอ่านป้าย (Reader, Interrogator)

โดยหน้าที่ของเครื่องอ่านป้ายคือ จะทำการเชื่อมต่อกับป้ายเพื่อทำการอ่านหรือเขียนข้อมูลลงในป้ายโดยใช้สัญญาณวิทยุ ซึ่งภายในเครื่องอ่านจะประกอบด้วย เสาอากาศ เพื่อใช้รับ-ส่งสัญญาณ, ภาครับ-ภาคส่งสัญญาณวิทยุ, วงจรควบคุมการอ่าน และส่วนที่ติดต่อสื่นสารกับคอมพิวเตอร์ เครื่องอ่านนั้นจะมีชนิด และลักษณะรูปร่างหลากหลายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น แบบมือถือ, แบบติดผหนัง ไปถึงแบบขนาดใหญ่เท่าประตู

3. ฮาร์ดแวร์ และ ระบบที่ใช้ประมวลผล

เป็นส่วนที่รับข้อมูลมาจากเครื่องอ่าน จะทำการประมวลผลข้อมูลที่ได้มาจากป้าย (Tag) หรือจะสร้างข้อมูลเพื่อส่งไปยังป้าย (Tag) หรือว่าจะเป็นที่เก็บระบบฐานข้อมูล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบที่เรานำเอาไปใช้ ตัวอย่างอย่างเช่น ระบบการจัดการฟาร์มปศุสัตว์, ระบบคลังสินค้า, ระบบขนส่ง, ระบบศูนย์อาหาร เป้นต้น